IEP... คืออะไร?

     "...เราอาจเปรียบเทียบ IEP ได้ราวกับเป็น Road Map ที่ถูกสร้างขึ้น สำหรับเด็กพิเศษแต่ละคนโดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถเดินทางผ่านประสบการณ์ต่างๆ ที่ถูกจัดวางไว้ ในแต่ละขั้น แต่ละตอน ตามลำดับ อย่างมีเหตุมีผล อย่างเหมาะสม และสมดุล ในที่สุดเด็กๆ ทุกคนจะบรรลุถึงเป้าหมายทางการศึกษาอย่างมีวุฒิภาวะ และมองตัวเองอย่างผู้ที่ประสบความสำเร็จ..."

FAQ คำถามที่ถามบ่อย

การเลือกโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษ 
     "...ถึงเวลาขานรับการกลับมาของหน้าฝนอีกครั้ง เมื่อรอยต่อแห่งฤดูกาลได้พัดพาให้ฤดูแล้งผ่านพ้นไป ชักนำฝนแรกให้โปรยปรายพร่างพรมนำความชุ่มชื้นมาสู่ผืนแผ่นดินอีกครา อีกไม่นานเหล่ามวลดอกไม้ก็จะเริ่มผลิดอกบานสะพรั่ง..."
     นี่เป็นเวลาของการเปลี่ยนแปลง อาจบางทีเช่นเดียวกับพ่อแม่ของเด็กอีกหลายๆ คน ที่กำลังมองหาทางเลือก มองหาโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษอย่างลูก

รวมภาพฝัน... วันฟ้าสวย

     เปรียบดั่งเช่นการเดินทางไกล ที่เราจะพบว่า มีเรื่องราวต่างๆ มากมายให้ค้นหา มีอุปสรรคที่ต้องฟันฝ่า รวมถึงยังมีความยากลำบากที่ท้าทาย แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยหล่อหลอมจิตใจให้แข็งแกร่งได้เช่นกัน
     ทุกวันนี้ เด็กๆแห่งบ้านเพียงตะวันฯ ยังคงอยู่บนเส้นทางของพวกเขา มีความสุขกับภารกิจต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย ยังคงฝึกตน และมุ่งมั่นเพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทาง วิธีการเช่นนี้ไม่ง่ายนัก แต่ได้ผล
     นี่เป็นภาพบางส่วนที่พวกเขาช่วยกันเติมเต็ม และบันทึกไว้เป็นความทรงจำที่ดีที่มีร่วมกัน ย้ำเตือนให้เราทุกคนเห็นถึงคุณค่าของคำว่า "มิตรภาพ" ว่ามีความหมายเพียงใด

 

 

 

 

กาลครั้งหนึ่ง... ที่บ้านเพียงตะวันฯ

ราวลูกปัดเลื่อมลายหลากหลายสี
นำมาร้อยมาลัยรักทักทอใจ
ดุจมณีรุ้งแก้วแววสดใส
สืบสายใยสู่ฝันวันฟ้างาม
ประพันธ์โดย: ครูทิพย์

เพราะหนทางข้างหน้านั้น... มีเธอ

โครงการเดีกพิเศษ อนุบาล-ประถม 6  ศูนย์การศึกษาเฉพาะบุคคล "เพียงตะวัน เคียงเดือน"  เปิดรับสมัครเด็กพิเศษเข้าเรียนในระดับชั้น อนุบาล - ประถม6 ทั้งแบบ "ไปเช้า-เย็นกลับ" และ "นักเรียนประจำ" สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่  02-868-5973, 09-1401-1960  ***กำลังเปิดรับสมัคร***

 
16 พ.ค. 60 วันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 

การศึกษาแบบองค์รวม

 คำว่า “การศึกษาแบบองค์รวม” นั้น เป็นองค์ความรู้ที่เป็นสาขาวิชาในแนวความคิดใหม่
ตามหลักการศึกษาระดับสูง เป็นหลักสูตรที่เน้นปรัชญาการศึกษา เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการ
เรียนรู้ภายในตนกับการเรียนรู้จากภายนอก ซึ่งเป็นแนวความคิดที่เน้นการเรียนรู้เพื่อการ
เปลี่ยนแปลง (Transformative learning) โดยการหลอมรวมหรือบูรณาการความรู้ที่เป็นทั้งศาสตร์
ศิลป์ และกระบวนการเรียนรู้ภายในตนเข้าด้วยกัน ไม่แยกย่อยลงลึกสู่แต่ละสาขาของศึกษาศาสตร์
แต่เน้นการจัดสัดส่วนสาระกระบวนการทางการศึกษา และพัฒนาศักยภาพภายในของผู้เรียนได้
อย่างสมดุลกัน
หลักสูตรสาขาวิชา การศึกษาแบบองค์รวมนี้ จึงพยายามสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ทาง
การศึกษา และการฝึกหัดอบรมครู ให้สามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้สาระวิชากับการสร้าง
กระบวนการการเรียนรู้จากภายใน โดยการฝึกฝนปฏิบัติอย่างเป็นระบบและมีแบบแผนด้วยศาสตร์
ที่ครอบคลุมตั้งแต่การเรียนรู้จักตนเองอย่างลึกซึ้ง (Contemplative practices) การขยายศักยภาพ
ของการเรียนรู้ การฝึกทักษะ ปฏิสัมพันธ์แห่งการเรียนรู้จากผู้อื่นและสรรพสิ่งอย่างเป็น
กัลยาณมิตร และการเข้าถึงคุณค่าของสาระต่าง ๆ ด้วยปัญญา (โยนิโสมนสิการ) ในที่สุด จึง
สามารถจัดการความรู้ (Knowledge management) ให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตอย่างมีความสุขและ
พอเพียง
นอกจากนี้การเปิดหลักสูตรสาขาวิชาการศึกษาแบบองค์รวม นี้ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มิได้มีพื้นฐานปริญญาตรี ทางศึกษาศาสตร์ แต่มีพื้นฐานความรู้ในสาขาใด
สาขาหนึ่งโดยตรง เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ นิเทศศาสตร์
ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ฯลฯ และต้องการเป็นครู หรือ
สนใจเรื่องการเรียนรู้ เช่น พ่อแม่ ให้มีโอกาสเข้ามาศึกษาและพัฒนากระบวนการเรียนรู้อย่างสมดุล
ผสมผสานเชื่อมโยงกับความรู้เฉพาะทางของแต่ละคนที่แตกต่างหลากหลาย พร้อมทั้งได้
แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์แก่วงการศึกษาไทย ในการสร้าง
บุคลากรทางการศึกษาที่กว้างขวางขึ้นอีกทางหนึ่ง
ทั้งนี้ องค์ความรู้เกี่ยวกับการศึกษาแบบองค์รวม ได้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั้งในและ
ต่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วย แนวคิดของนักการศึกษาและผู้รู้ ตลอดจนประสบการณ์การจัด
การศึกษาในแนวทางนี้ในต่างประเทศ ดังตัวอย่างเอกสารที่แนบมาพร้อมกันนี้

การศึกษาแบบองค์รวม (Holistic Education)
จากการศึกษาเรื่องแนวความคิดเรื่องการศึกษาแบบองค์รวม หรือการศึกษาเพื่อพัฒนา
คนในทุกๆ ด้าน Holistic Education อาจกล่าวได้ว่าในปัจจุบันได้มีการพัฒนาไปในหลากหลาย
ทิศทาง โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากแนวความคิดและปรัชญาทางการศึกษาที่หลากหลาย ซึ่งมี
โรงเรียนจากทั่วโลกที่ลุกขึ้นมาอ้างว่าเป็นการศึกษาแบบองค์รวมหลากหลายโรงเรียน และมี
แนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าแนวคิดเรื่องการศึกษาแบบองค์รวมดังกล่าวจะไม่ใช่แนวคิดใหม่
แต่ก็อาจระบุชี้ชัดได้ยากยิ่งว่า วิธีการจัดการศึกษาอย่างไร จึงเป็นการจัดการศึกษาแบบองค์รวม
อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม สามารถสรุปการศึกษาตามเอกสารได้ดังต่อไปนี้


ที่มาของการศึกษาแบบองค์รวม
Forbes (1996) ได้กล่าวถึงรากฐานของการศึกษาแบบองค์รวมในปัจจุบัน ซึ่งมีโรงเรียน
กว่า ๗,๕๐๐ แห่ง1 จากทั่วโลกที่อ้างว่าใช้ระบบการจัดการศึกษาแบบองค์รวม และมีแนวโน้มที่
จะเพิ่มขึ้นอีกมากมายตามลำดับ รากฐานการพัฒนาการศึกษาแบบองค์รวมจึงมาจากนัก
การศึกษาที่สำคัญของโลก อันได้แก่ Jean Rousseau , Ralph Waldo Emerson , Johann
Pestalozzi , Friedrich Froebel , Jiddu Krishnamurti , Rudolf Steiner , Maria Montessori ,
Carl Jung , Abramham Maslow , Carl Rogers , Paul Goodman , John Holt , Ivan IIIich ,
Paulo Fraire โดยเป็นกระบวนการที่มีการเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ช่วงปี 1960
Naoko Saito (2000) กล่าวถึง การพัฒนาแนวคิดทางการศึกษาของ จอห์น ดิวอี้ (John
Dewey) ว่า เป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพและลักษณะนิสัยของมนุษย์อย่างเป็นองค์รวม
ตามธรรมชาติ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งจากภายนอกและภายใน
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) (2004) ได้กล่าวถึงแนวทางการศึกษาแบบ
Progressive Education ซึ่งมีรากฐานมาจากการเคลื่อนไหวของ Dewey ได้เรียกแนวทางการ
จัดการเรียนการสอนดังกล่าวว่าเป็นการพัฒนาเด็กในทุกๆ ด้าน (Development of the Whole
child) อันได้แก่ กาย (Physical) จิตใจ (Mental) อารมณ์ (Emotional) และสังคม (Social)
-------------------------------------------------
1 Jerry Mintz(ed.), The Handbook of Alternative Education (1994) จากการสำรวจโรงเรียนทางเลือก
(Alternative School) พบว่า มีโรงเรียนอย่างน้อย 7,500 แห่ง ที่อธิบายตนเองว่ามีแนวทางการจัดการศึกษา
แบบองค์รวม (Holistic Education)

ความหมายและแนวความคิดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนอย่างเป็นองค์รวม (Holistic Education)
Ron Miller (2000) ได้กล่าวไว้ว่า การศึกษาเชิงองค์รวมเป็นการศึกษาที่ตั้งอยู่บนฐาน
ของการพัฒนาบุคลากรสามารถค้นพบความหมายและเป้าหมายในชีวิตผ่านการเห็น
ความสัมพันธ์ของตนเองต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน โลกธรรมชาติ จิตวิญญาณ และระบบจักรวาลทั้ง
มวล Miller ได้อธิบายเปรียบเทียบระบบการศึกษาแบบองค์รวมและการศึกษากระบวนทัศน์เก่า
โดยให้ความเห็นว่าการศึกษาในกระบวนทัศน์เก่าส่งเสริมให้มนุษย์ตัดความสัมพันธ์ของตนเอง
ต่อสิ่งรอบตัว โดยกระตุ้นให้เกิดการอยู่รอดผ่านการแข่งขันในตลาดแรงงานของโลกแห่งทุนนิยม
ซึ่งการศึกษาเหล่านี้ทำให้มนุษย์เกิดความแตกแยกและเน้นการเอาประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น
ในขณะที่การศึกษาแบบองค์รวมนั้นเน้นเรื่องความสัมพันธ์ของบุคคลต่อโลก ความหมายของ
บริบท ทั้งด้านกายภาพ ความสัมพันธ์ ฯลฯ ต่อบุคคลหนึ่งๆ ผ่านทางวัฒนธรรมอันหลากหลาย
ในสถานที่แต่ละแห่ง
Scott H. Forbes (1996) ได้กล่าวว่า นักปรัชญาทางการศึกษาแบบองค์รวมนั้นได้ให้
ความสำคัญต่อการเห็นความจริง
แผนภาพที่ ๑ การแสดงความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์และระบบ อันได้แก่ โลกธรรมชาติ สังคม/
ชุมชน จิตวิญญาณ และจักรวาล ตามแนวความคิดการศึกษาแบบองค์รวม (Holistic Education Approach)
กระบวนการมองเห็นเชิงความสัมพันธ์ดังแผนภาพที่ ๑ นั้น เป็นกระบวนการที่
นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “กระบวนการเชิงระบบ” (System Approach) ซึ่งแสดงถึงความ
เชื่อมโยงของมนุษย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน/สังคม โลกธรรมชาติ จิตวิญญาณและจักรวาล
โดยนักวิทยาศาสตร์ เช่น Davie Bohm , David Peat , Kari Pribram Ilya Prigogine ต่างก็
ยืนยันว่าการมองเห็นระบบทั้งหมดนั้นเป็นแนวทางที่จะทำให้เกิดความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ได้
จากที่ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้เคยยกตัวอย่างถึงรถยนต์ องค์ประกอบทั้งหมด
ประกอบกันจึงเรียกว่าเป็นรถยนต์ได้ หากพิจารณาแยกส่วนเพียงเครื่องยนต์ชิ้นใดชิ้นหนึ่งก็ไม่
อาจเรียกได้ว่าเป็นรถยนต์
สรุปได้ว่า การศึกษาแบบองค์รวมจึงเน้นให้มนุษย์พัฒนาจิตสำนึกและตระหนักถึง
ความสำคัญของตนเองกับระบบของโลกภายนอก และพัฒนาบุคคลในเชิงกายภาพ ปรีชาญาณ
อารมณ์ และสังคม โดยมีปัจจัยที่สำคัญ ๒ ประการด้วยกัน ได้แก่ (Ron Miller , 2000)
๑) การเรียนรู้จากภายในบุคคล อันได้แก่การศึกษาที่จะทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของ
บุคคลและโลกได้นั้น ต้องเริ่มจากภายในตัวบุคคล อันได้แก่ อารมณ์ ความรู้สึก อันเป็น
พลวัตที่เกิดขึ้นภายในอย่างแตกต่างกันตามประสบการณ์ ความคิด ความรู้สึกของแต่ละ
บุคคล และเชื่อมโยงต่อสิ่งใกล้ตัว เช่น เพื่อน ครู ฯลฯ
๒) ครูที่มีความเคารพต่อผู้เรียน อย่างมีใจที่เปิดกว้างและมีความรัก เพื่อให้เด็กแต่ละคน
สามารถเติบโตตามวาระที่เป็นอยู่ได้ ครูในระบบของการศึกษาแบบองค์รวมนั้นไม่
จำเป็นต้องเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่เป็นผู้ที่สามารถรับรู้ได้ถึงความ
ต้องการและความรู้สึกของผู้เรียน
แนวความคิดด้านการศึกษาแบบองค์รวมจึงเน้นความสัมพันธ์ระหว่าง ครู กับนักเรียน
และไม่เน้นไปที่หลักสูตรการเรียนการสอน แต่ในขณะเดียวกัน ครูจึงต้องเป็นผู้ที่รู้จักตนเองและ
สามารถสอนเรื่องต่างๆ ผ่านการกระทำที่ปรากฏต่อนักเรียน เช่น ผู้เรียนจะเรียนเรื่องราวของ
Shakespeare จากครูที่มีความชอบเรื่องของ Shakespeare เรียนเคมีจากครูที่รักวิทยาศาสตร์
ดังนั้น หลักสูตรจึงไม่ใช่ปัจจัยที่ให้ความรู้แก่นักเรียน แต่ความเป็นครูของครูที่มีผลต่อการเรียนรู้
ทั้งหมดของเด็กนักเรียน
Foebes ,(2004) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของการศึกษาแบบองค์รวม อันได้แก่
๑) การศึกษาที่เปิดให้ผู้เรียนมีอิสรภาพในการเรียนรู้ (Freedom) และมีลักษณะที่ยืดหยุ่น
เพียงพอที่จะทำให้ผู้เรียนไม่รู้สึกว่าถูกบังคับให้เรียนอย่างเร่งรีบ
๒) ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักพิจารณาความจริง และสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Good
Judgment) ทั้งต่อตนเอง ต่อสังคมและระบบโดยรวม โดยแสดงให้เห็นถึงความ
เชื่อมโยงของตนเองกับระบบอย่างสม่ำเสมอ
๓) มีแนวทางในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้อย่างเชื่อมโยงสัมพันธ์ และส่งเสริมให้ผู้เรียน
มีส่วนสำคัญในการจัดการเรียนรู้ของตนเอง (Meta-Learning)
๔) พัฒนาความสามารถทางสังคม เช่น ความสัมพันธ์ ฯลฯ (Social Ability)
๕) ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถระบุคุณค่าของการเรียนรู้ต่อตนเองได้ (Refining Values)
ผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้ได้มีประสิทธิภาพ หากได้เรียนสิ่งที่มีความหมายและมี
ความสำคัญต่อเขา ดังนั้นในการเรียนรู้ดังกล่าวผู้เรียนจึงเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของ
ตนเอง
๖) ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Self Knowledge) และความสามารถ
ในการนำพาตนเองไปสู่การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ไปสู่การมองเชิงองค์รวม
ตัวอย่าง มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนด้าน Holistic Education
ชลลดา ทองทวี (2007) ได้กล่าวถึง ตัวอย่างมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนด้าน Holistic
Education อันได้แก่ มหาวิทยาลัย เจเอฟเค (JFK University) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1964 โดย
มุ่งเน้นตอบสนองต่อกลุ่มนักศึกษาผู้ใหญ่ที่ต้องการเข้ามาศึกษาต่อในระบบ เพื่อพัฒนาสาย
อาชีพและแสวงหาความหมายในชีวิต มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญต่อการสืบค้นทางปัญญา บ่ม
เพาะวิสัยทัศน์และจิตวิญญาณ และการอุทิศตนให้กับชุมชนและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดย
ส่งเสริมการศึกษาเชิงองค์รวม เป็นสหวิทยาการและการศึกษาเชิงประสบการณ์ ภายใต้
บรรยากาศของการเคารพความแตกต่างของปัจเจกบุคคล และความแตกต่างทางวัฒนธรรม
เพื่อสานสัมพันธ์เพื่อผดุงโลกที่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน สำนักการศึกษาเชิงองค์รวม (School
of Holistic Studies) ของมหาวิทยาลัย เจเอฟเค เปิดสอนด้านการให้การศึกษาด้านสุขภาวะ
(health education) การแนะแนว (counseling) ศิลปะ และการศึกษาเกี่ยวกับจิตสำนึก
(consciousness) และ integral psychology โดยจะเป็นการศึกษาในเชิงองค์รวม กล่าวคือ ผ่าน
กาย ใจ และจิตวิญญาณ ทั้งนี้ หัวใจของหลักสูตรนี้คือ การผสานเชื่อมโยงระหว่างความจริง
ภายในตน การค้นพบตัวเอง และการทำงานในโลกภายนอก กระบวนการเรียนการสอน จะมี
ลักษณะการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ โดยจะสอนทักษะของการเคลื่อนไหวร่างกาย การทำสมาธิ
และการสร้างสรรค์รูปแบบต่างๆ เพื่อบูรณาการความรู้เชิงวิชาการเข้ากับภาคปฏิบัติ
ทั้งนี้ สำนักการศึกษาเชิงองค์รวม (School of Holistic Studies) เปิดสอนในสาขา
ดังต่อไปนี้ Bachelor of Fine Arts , in Studio Arts ; Master of Fine Arts in Studio Arts ;
Master of Arts in Consciousness & Transformative Studies ; Master of Arts in
Counseling Psychology โดยมีสาขาวิชาเฉพาะให้เลือก 3 ด้าน คือ Transpersonal
Psychology , Somatic Psychology และ Holistic Studies
มหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่มีแนวความคิดในการสอนเชิงองค์รวม
- California Institute for Integral Studies (CIIS) www.ciis.edu
- Education for Sustainability , South Bank University , Distance Learning Centre , UK.
www.Isbu.ac.uk/efs
- Naropa Institute www.naropa.edu
- Pisgah Forest Institute www.brevard.edu/pfi
- Purton House College www.holisticnet.co.uk/purton/
- Schumacher College www.schumachercollege.gn.apc.org/
- Sharpham College www.sharpham-trust.org/
- Wisconsin Center for Environment Education www.uwsp.edu/cnr/wcee
องค์กรด้านการศึกษาแบบองค์รวมอื่นๆ
- AERO : Alternative Education Resource Organization
- AIIPIE : Alliance for Parental Involvement in Education
- Association of Waldolf Schools of North America
- Down to Earth Books
- Education in Search of Spirit
- Encompass : Center for Natural Learning Rhythms
- Folk Education Association of America (FEAA)
- Great Ideas in Education
- Home Education Magazine
- John Dewey Project on Progressive Education
- Montessori Foundation
- National Association for Core Curriculum (NACC ; Kent , OH)
- National Coalition of Alternative Community School (NCACA)
- National Coalition of Education Activists (NCEA ; Rhinbeck,NY)
- Path of Learning
- Rethinking Schools
ส่วนกรณีของการศึกษาแบบองค์รวมในประเทศไทยนั้น อาจกล่าวได้ว่าเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่
ก่อนการปฏิรูปการศึกษาในปี ๒๕๔๒ และได้รับความสนใจในฐานะที่เป็นการศึกษาทางเลือก
(Alternative Education) มาก่อน ซึ่งเกิดขึ้นทั้งในระบบและนอกระบบและมีรูปแบบที่แตกต่าง
หลากหลาย รวมทั้งกรณีของบ้านเรียน (HOME SCHOOL) ด้วย โดยมีลักษณะร่วม คือ การให้
ความสำคัญของผู้เรียนเป็นรายบุคคลมากขึ้น และความสำคัญของสาระวิชาตามหลักสูตรเป็น
รอง รวมทั้งปรับเปลี่ยนบทบาทของครู จากการกำกับการเรียนโดยสิ้นเชิง มาเป็นผู้นำพา
นักเรียนสู่การเรียนรู้เชิงประจักษ์ สัมผัสประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง ผ่านการปฏิบัติกิจวัตร
กิจกรรมและการงานจริงมากขึ้น ต่อมาจึงเกิดแนวคิดของ “ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” ขึ้น ในระบบ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งแม้จะเริ่มจากแนวคิดแบบองค์รวมแต่เมื่อนำไปสู่การปฏิบัติในระดับ
สถานศึกษากลับคลาดเคลื่อนไปจากจุดมุ่งหมายและไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ได้จริงใน
สถานศึกษาส่วนใหญ่ เพราะบุคลากรทางการศึกษา คือ ครูและผู้บริหาร ยังมิได้ปรับเปลี่ยน
บทบาททัศนคติและวิธีการบริหารจัดการให้เอื้ออำนวยต่อกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวได้ ทั้งนี้ทำ
ให้เห็นรากฐานของปัญหาการศึกษาได้ชัดเจนขึ้น
ในขณะเดียวกัน กระแสการศึกษาแนวใหม่ก็เริ่มเกิดขึ้นในสถานศึกษาหลายแห่งทั้งแบบ
ที่เป็นการริเริ่มนวัตกรรมของการเรียนรู้รูปแบบต่างๆ เช่น Montessori และ Waldolf เป็นต้น
รวมทั้งกรณีของโรงเรียนแนวพุทธธรรม ซึ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของตนเอง ให้
สามารถบูรณาการคุณธรรม/หลักไตรสิกขาลงสู่หลักสูตรสาระวิชาต่างๆ ด้วยตนเอง ทั้งสองกรณี
นี้หากเกิดขึ้นจากความพยายามของสถานศึกษาเอง มิได้เกิดจากการปฏิบัติตามคำสั่งต้นสังกัด
ก็จะพบว่ามีการปรับเปลี่ยนทั้งโรงเรียนและต่อเนื่องจนกระทั่งได้กลายมาเป็นโครงการทดลองใน
การปฏิรูปการศึกษาของรัฐในระดับปฏิบัติด้วย นั่นคือ School-based development เป็นต้น
เพราะฉะนั้น การศึกษาแบบองค์รวมจึงมิได้เป็นเพียงการศึกษาทางเลือกนอกระบบเท่านั้น แต่
ด้วยคุณสมบัติที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตามธรรมชาติของเด็ก ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนและ
แตกต่างจากเดิม จึงแพร่หลายและได้ถูกนำไปทดลองใช้ในบริบทของโรงเรียนต่างๆ มากขึ้น
ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพของระบบการศึกษาไทย ในช่วง ๒ ทศวรรษที่
ผ่านมานี้ นักคิด นักการศึกษาของไทยซึ่งมีบทบาทสำคัญในการให้หลักการและแนวทางที่
สอดคล้องกับสถานการณ์ของสังคม เพื่อคลี่คลายปัญหาทั้งหลายอันเนื่องมาจาก ระบบ
การศึกษาที่ไม่อาจสร้างหรือพัฒนาคนให้รู้รอบนั้น จึงเป็นส่วนส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการ
ปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองปัญหาอย่างเชื่อมโยง และมาตั้งต้นที่ระบบการศึกษาแบบองค์รวม
นั่นเอง ดังเช่น
๑. แนวคิดของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ที่เปิดมุมมอง การศึกษา คือ ชีวิต
บุพภาคของการศึกษา (กัลยาณมิตรและโยนิโสมนสิการ) ตลาดจนระบบการศึกษา
วิถีพุทธ ไตรสิกขา
๒. แนวคิดของศาสตราจารย์ นายแพทย์ ประเวศ วะสี ซึ่งได้ให้แนวทางการศึกษาเพื่อ
แก้วิกฤตสังคมไทยไว้แทบทุกมิติ ที่จะนำไปสู่การศึกษาแบบองค์รวมนั่นเอง
๓. แนวคิดของศาสตราจารย์ กิตติคุณ สุมน อมรวิวัฒน์ ได้เป็นผู้ประพันธ์ตำราการบูร
ณาการทางการศึกษาเพื่อพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยมีรายละเอียดที่อิงหลักพุทธ
ธรรมและรูปธรรมของการปฏิบัติที่หลากหลายด้วย
อ้างอิง
Forbes, S.(1999). Holistic Education ; An Analysis of Its Intellectual Precedents and
Nature. Unpublished dissertation , University of Oxford
Forbes, S.(2004).What Holistic Education Claims About Itself ; An Analysis of Holistic
School’s Literature. American Education Research Association
Forbes, S.(1996). Values in Holistic Education, Third Annual Conference on Education,
Spirituality and the Whole child. Roehampton Institute
Miller, R.(2000).Making Connections to the World : some Thoughts on Holistic Curriculum
(Brandon, VT: Foundation for Educational Renewal,2000)
Saito, Naoko (2000).Perfecting Democracy through Holistic Education Dewey’s
Naturalistic Philosophy of Growth Reconsidered.(Teacher College, Columbia University)
ชลลดา ทองทวี (2007), การศึกษาแบบองค์รวม
ประภาภัทร นิยม (2545), ปฏิบัติงานให้เป็นการปฏิบัติธรรม,วารสารเพื่อการวิจัยและพัฒนาการ
เรียนรู้ ฉบับที่ 2 ปีการศึกษา 2544 โรงเรียนรุ่งอรุณ
ประเวศ วะสี (2548), ระบบการเรียนรู้ใหม่ไปให้พ้นวิกฤตแห่งยุคสมัย
สุมน อมรวิวัฒน์ (2544), หลักบูรณาการทางการศึกษาตามนัยแห่งพุทธธรรม

 

 


ที่มา: http://gotoknow.org/file/vicharnpanich/holistic+education.pdf

บ้านนี้จะมีความงามได้... ถ้ามีเธอ

ดอกไม้ที่หลากสี... กิจกรรมที่หลากหลาย

เรียนรู้แบบบูรณาการหรือแยกส่วน? เพียงตะวันฯ ในนำแนวคิดทางการศึกษาแบบองค์รวม (Holistic Education) ที่สร้างสมดุลระหว่างการเรียนรู้ภายในตน กับความรู้จากภายนอก เพื่อให้เข้าใจถึงสัมพันธภาพที่มีต่อกัน อันนำไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลง (Transformaitive Learning) เพื่อให้สามารถดำรงตนอยู่ได้อย่างสงบกลมกลืนกับบริบทแวดล้อม แนวคิดดังกล่าวนี้ได้ถูกประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ ตลอดจนการจัดกิจกรรมบำบัดในระดับต่างๆ โดยอาศัยการหลอมหลวมความรู้ การเชื่อมโยงสาระวิชาต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน จัดให้เป็นหน่วยการเรียนรู้เชิงบูรณาการแบบองค์รวม ผูกเป็นเรื่องราว (Storyline Process approach) ให้เด็กๆ ได้ติดตามศึกษาตามวิถีทางของแต่ละบุคคล (Self Knowledge Management) เรื่องราวดังกล่าวนี้ มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับชีวิตจริงของเด็กๆ ดังนั้นจึงเป็นความรู้ที่มีคุณค่ามีความหมายสำหรับพวกเขา
สุขภาวะกาย/ใจ? แนวคิดในเรื่องสุขภาวะที่เน้นปัจเจกบุคคล (เพื่อให้สามารถดำรงตนอยู่อย่างสงบสุข และปรับตัวเข้าได้กับบริบทแวดล้อมซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ) ได้ถูกนำมาเป็นข้อกำหนดพื้นฐานในการออกแบบกิจกรรมเพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้เด็กๆ ได้บรรลุถึง องค์รวมแห่งสุขภาวะ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม ปัญญา สิ่งแวดล้อม และจิตวิญญาณ โดยที่กิจกรรมเหล่านี้จะถูกปรับแต่งให้เหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละคน
กายภาพบำบัดหรือสมาธิบำบัด?   เด็กบางคนมี ความต้องการกิจกรรมประเภท กายภาพบำบัด (Physical Therapy) ในขณะที่บางคนต้อง สมาธิบำบัด (Meditation Therapy) และก็มีอีกหลายคนที่ต้องการกิจกรรมบำบัดทั้งสองประเภท ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของสมาชิก IEP Team ที่จะต้องช่วยกันออกแบบและบริหารจัดการกิจกรรมบำบัดสำหรับพวกเขา รวมถึงเรื่องของเทคนิคต่างๆ ที่จะถูกนำมาใช้เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะอาการ กำหนดระดับความเข้มข้นมากน้อยแตกต่างกันไป จัดสรรช่วงเวลาและความถี่ที่เพียงพอ ไม่มากหรือน้อยเกินไป โดยมีครูที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในด้านกิจกรรมบำบัดรับผิดชอบคอยกำกับ ดูแลอย่างใกล้ชิด
บำบัดเดี่ยวหรือบำบัดกลุ่ม?   ประเด็นเรื่องศักยภาพทางเทคนิคเชิงเปรียบเทียบระหว่างการบำบัดแบบเดี่ยว (Individual Therapy) และ การบำบัดแบบกลุ่ม (Group Therapy) นั้นมีจุดเด่น จุดด้อย ที่แตกต่างกันไป การบำบัดแบบเดี่ยว สามารถพินิจพิจารณาเจาะจงและดำเนินการแก้ไขปมปัญหาของเด็กได้เป็นการเฉพาะกรณี อัตราส่วน 1:1 ทำให้นักกิจกรรมบำบัดสามารถเพ่งความสนใจ ลงลึกถึงรายละเอียด ใช้เวลาและทรัพยากรทั้งหมดที่มีไปกับเด็กคนหนึ่งได้ แต่ก็มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่มากกว่าและมีข้อจำกัดในด้านกระบวนการกลุ่ม ในขณะที่การบำบัดแบบกลุ่มนั้น ส่งเสริมกิจกรรมที่ต้องการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่ม เพิ่มทักษะทางสังคมให้กับเด็ก เด็กๆ จะได้มีโอกาสรับรู้ถึงมุมมองที่แตกต่าง เรียนรู้ถึงมิตรภาพ ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว มีโอกาสแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน พลังแห่งกลุ่มจะช่วยเพิ่มสัมฤทธิผลของการบำบัดในลักษณะที่การบำบัดแบบเดี่ยวไม่สามารถทำได้เลย ที่บ้านเพียงตะวันฯ เลือกใช้การบำบัดทั้งสองแบบข้างต้น โดยกำหนดให้เหมาะสมตามความต้องการของเด็กแต่ละราย
เรียนร่วมหรือเรียนคู่ขนาน?   ในด้านวิชาการ เด็กๆ ทุกคนที่บ้านเพียงตะวันฯ จะได้รับการวางแผนจัดการในเรื่อง "การเรียนแบบคู่ขนาน" (กับชั้นเรียนปกติ) ซึ่งสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่ระดับการสอนเสริม เรื่อยไปจนถึงขั้น การสร้างหน่วยการเรียนรู้เชิงบูรณาการแบบองค์รวม ที่สามารถเชื่อมโยงไปถึงสาระการเรียนรู้ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติ และจากนั้นประเมินผลการเรียนรู้ และทำการเทียบโอนกลับเพื่อตัดสินให้ผ่านการศึกษาในแต่ระดับช่วงชั้น โดยที่จะยังคงมีศักดิ์และสิทธิเทียบเด็กในชั้นเรียนปกติทุกประการ
         "ที่เพียงตะวันฯ มีที่ว่างเสมอสำหรับเด็กทุกคน..."
เรียนรู้แบบบูรณาการหรือแยกส่วน? เพียงตะวันฯ ในนำแนวคิดทางการศึกษาแบบองค์รวม (Holistic Education) ที่สร้างสมดุลระหว่างการเรียนรู้ภายในตน กับความรู้จากภายนอก เพื่อให้เข้าใจถึงสัมพันธภาพที่มีต่อกัน อันนำไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลง (Transformaitive Learning) เพื่อให้สามารถดำรงตนอยู่ได้อย่างสงบกลมกลืนกับบริบทแวดล้อม แนวคิดดังกล่าวนี้ได้ถูกประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ ตลอดจนการจัดกิจกรรมบำบัดในระดับต่างๆ โดยอาศัยการหลอมหลวมความรู้ การเชื่อมโยงสาระวิชาต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน จัดให้เป็นหน่วยการเรียนรู้เชิงบูรณาการแบบองค์รวม ผูกเป็นเรื่องราว (Storyline Process approach) ให้เด็กๆ ได้ติดตามศึกษาตามวิถีทางของแต่ละบุคคล (Self Knowledge Management) เรื่องราวดังกล่าวนี้ มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับชีวิตจริงของเด็กๆ ดังนั้นจึงเป็นความรู้ที่มีคุณค่ามีความหมายสำหรับพวกเขา
ศิลปะบำบัดและดนตรีบำบัด    ศิลปะบำบัด (Art therapy) ช่วยให้เด็กๆ ได้แสดงออกถึงตัวตนของพวกเขา หรือบรรยายถึงโลกรอบตัว โดยไม่ต้องใช้ภาษาสื่อสารที่เป็นคำพูด ดังนั้นจึงเป็นการช่วยเพิ่มทักษะในการสื่อสาร ตลอดจนทักษะทางสังคมให้มากขึ้น และยิ่งกว่านั้น ยังทำให้สมาธิ (Attention) ของพวกเขาในการเพ่งความสนใจให้อยู่กับภารกิจหนึ่งๆ ได้ดีขึ้นและยาวนานขึ้นอีกด้วย
     ประเด็นถัดมา หากพิจารณาในแง่ผัสสะที่นำไปสู่การรับรู้ (Sensation and Perception) อาจกล่าวได้ว่า คงไม่มีสิ่งใดเข้าถึงพวกเขาได้ดีกว่าดนตรีอีกแล้ว เพราะมิใช่แค่เพียงเสียงที่ได้ยิน แต่ลุ่มลึกหยั่งลงไปถึงจิตวิญญาณ เพราะเหตุนี้ ดนตรีบำบัด (Music therapy) จึงถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ดนตรีมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จิตใจ และการทำงานของสมองในหลาย ๆ ด้าน ทั้งเรื่อง อัตราการหายใจ อัตราการเต้นของชีพจร ความดันโลหิต การตอบสนองของม่านตา ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และการไหลเวียนของเลือด จึงช่วยในการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ยังช่วยปรับสภาพจิตใจ ให้อยู่ในสภาวะสมดุล มีมุมมองในเชิงบวก ผ่อนคลายความตึงเครียด ลดความวิตกกังวล กระตุ้น เสริมสร้าง และพัฒนาทักษะการเรียนรู้ และความจำ กระตุ้นประสาทสัมผัส การรับรู้ เสริมสร้างสมาธิ พัฒนาทักษะสังคม พัฒนาทักษะการสื่อสารและการใช้ภาษา พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว ลดความตึงตัว ของกล้ามเนื้อ และช่วยเสริมในกระบวนการบำบัดทางจิตเวช ทั้งในด้านการประเมินความรู้สึก การควบคุมตนเอง การแก้ปมขัดแย้งต่าง ๆ และการสร้างเสริมอารมณ์เชิงบวก ที่บ้านเพียงตะวันฯ เราใช้เสียงดนตรีอะคลูสติดเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินงานกิจกรรมบำบัด
วารีบำบัดและอาชาบำบัด   ในบรรดากิจกรรมบำบัดทั้งหมดที่ถูกเลือกนำมาใช้ที่บ้านเพียงตะวันฯ ดูเหมือนว่า วารีบำบัด (Hydrotherapy) และ อาชาบำบัด (Hippotherapy) จะได้รับผลคะแนนโหวตจากเด็กๆ มากที่สุดเท่าที่เคยสำรวจมา แม้ว่าระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการ (Treatment Period) จะต่อเนื่องยาวนานเป็นเดือนๆ ก็ตาม ส่วนในด้านสัมฤทธิผลก็เป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน
     วารีบำบัด ในรูปแบบของการจัดกิจกรรมกลุ่มในสระว่ายน้ำสำหรับเด็กพิเศษโดยเฉพาะ จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย ช่วยให้ระบบประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการประสานงานที่ดีขึ้น เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่อ่อนแอ อาศัยประโยชน์จากภาวะของน้ำที่จะช่วยพยุงน้ำหนักของส่วนต่างๆ ของร่างกายเอาไว้นำมาขยายขอบเขตของการออกกำลังกายให้มากยิ่งขึ้น ช่วยฟื้นฟูระบบทางเดินหายใจ รวมถึงยังเป็นการช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอื่นๆ เช่น การบำบัดด้านสมาธิและความสนใจ (Attention Deficit Problem) ตลอดจนการจัดกิจกรรมบำบัดสำหรับกลุ่มย่อย (Treatment for children with joint problems) อีกทั้งเด็กๆ ยังได้มีโอกาสฝึกหัดว่ายน้ำอีกด้วย
     ส่วนอาชาบำบัด ได้ถูกนำมาใช้เพื่อการบำบัดเด็กพิเศษ ทั้งทางด้านกายภาพ ซึ่งได้แก่ปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับระบบการเคลื่อนไหว การทรงตัว ความสมมาตรของร่างกาย ระบบประสาท และกล้ามเนื้อ รวมถึงด้านจิตใจ อารมณ์และพฤติกรรมต่างๆ อีกด้วย
     "...เมื่อใดก็ตามที่พวกเด็กๆ อยู่บนหลังม้า ด้วยสัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอดของมนุษย์ จะนำพาพวกเขาให้ใช้ศักยภาพทั้งหมดที่มีเพื่อปรับตนเอง ระบบและกลไกทางกายภาพทั้งหมดจะต้องถูกควบคุม และดำเนินการภายใต้การสั่งการผู้เป็นเจ้าของร่าง สมดุลและสมมาตรต้องมีให้ได้ พลังงานทั้งหมดจะต้องถูกนำมาใช้ เพียงเพื่อให้ทรงตัวอยู่รอด มิให้ตกจากหลังม้า พวกเขารู้ว่าหากเกรี้ยวกราด เอาแต่ใจตนเองดั่งที่เคย อาจทำให้ม้าไม่พอใจ และพวกเขารู้อีกว่า หากพวกเขาว็อกแวก ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ขาดสติกำกับตน หรือสมาธิสั้นเกินกว่าจะรับมือกับภารกิจนี้ อาจทำให้หายนะบังเกิด ดังนั้นในภาวะขับขันเช่นนี้ ไม่ว่าต่อมอะตรีนาลีนจะถูกกระตุ้นให้ทำงานเต็มพิกัดหรือไม่ พวกเขารู้แต่เพียงว่า พวกเขาต้องเป็นฝ่ายชนะเท่านั้น!..."
     และท้ายที่สุด พวกพวกเขายังเรียนรู้ถึงการแบ่งปันความรักและความรู้สึกที่ดีให้กับม้า สัตว์ที่มีความฉลาดเป็นอย่างยิ่ง เด็กที่ก้าวร้าวกลับอ่อนโยนขึ้น จิตใจได้ถูกหล่อหลอมกล่อมเกลาโดยไม่รู้ตัวในขณะที่พวกเขาลูบสัมผัสม้า ไม่นานนักพวกเขาก็สามารถหยั่งถึงความรู้สึกแห่งความโอบอ้อมอารีที่พึงมีได้ในจิตใจที่ละเอียดอ่อน
และผองเพื่อนที่ผูกพัน...   "...สำหรับพวกเขาแล้ว "มิตรภาพ" ดูเหมือนเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาได้เริ่มรับรู้ และเปิดใจกว้างเพื่อต้อนรับเพื่อนใหม่ เมื่อนั้นเป็นสัญญาณที่ดีว่า กำแพงแก้วสูงตระหง่านที่ล้อมรอบตัวพวกเขาได้เริ่มพังทลายลง เส้นพรมแดนของโลกส่วนตัวเริ่มจางหายลงไปทุกขณะ รอเพียงเวลาให้ทุกอย่างถึงพร้อม การเชื่อมบรรจบเป็นหนึ่งเดียวกันกับโลกภายนอกก็จะสมบูรณ์..."
     ที่บ้านเพียงตะวันฯ ให้ความสำคัญและพยายามที่จะปลูกฝัง "สำนึกแห่งความเป็นเพื่อน" (Sense of Friendship) ให้เกิดขึ้นกับเด็กๆ ทุกคน กิจกรรมหลายๆ อย่างที่ถูกจัดขึ้นได้ถูกสอดแทรกเรื่องราวเหล่านี้หลอมรวมเข้าไว้อยู่เสมอ มิใช่เพียงเพราะว่านี่คือส่วนหนึ่งของการส่งเสริมทักษะทางสังคม หรือการจัดเตรียมเครือข่ายให้พวกเขาในอนาคตเท่านั้น แต่เรารู้ว่านี่คือ กุญแจไขปริศนา อันนำไปสู่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

 


 

สมดุลแห่งชีวิต... สมดุลแห่งการบำบัดที่บ้านเพียงตะวันฯ

     ที่บ้านเพียงตะวันฯ เราใช้หลักการจัดกิจกรรมบำบัดในรูปแบบองค์รวม ที่คำนึงถึงความสมดุลของสุขภาวะทั้งสาม คือ กาย ใจ และจิตวิญญาณ (Physical/Metal/Spiritual Well-Being) อันนำไปสู่สภาวะสมดุลแห่งชีวิต ที่มนุษย์สามารถดำรงชีพและดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างสงบศานติสุข

ร่างกาย (Body)

     สุขภาวะทางกาย เป็นภาวะที่มนุษย์รับรู้และสามารถดำรงตนให้มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ระบบต่างๆ รวมทั้งอวัยวะทั้งหมดทั้งองคาพยพทำงานสอดประสานกันอย่างถูกต้องเป็นปกติสุข ผัสสะนำมาซึ่งการรับที่ถูกต้องไม่บิดเบือน อโรคยาคือปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ อีกทั้งมีวิถีการดำเนินชีวิตที่สอดคล้อง กลมกลืน และเหมาะสมกับบริบทของตน คือ เพศ วัย สภาพร่างกาย และสภาพแวดล้อม

จิตใจ (Mind)

     สุขภาวะทางจิตใจ เป็นภาวะที่มนุษย์มีสภาพจิตใจที่ดีงาม หนักแน่น มีอารมณ์ที่มั่นคง สามารถควบคุมได้ เพราะมีสติกำกับตนอยู่เสมอ จิตใจเปี่ยมไปด้วยปีติ คือความอิ่มเอิมใจ ความดื่มด่ำที่หยั่งลึกลงถึงก้นบึ้งของหัวใจ มีความเบิกบานเป็นอย่างยิ่ง มีความสงบเย็นเป็นที่สุด ที่เป็นเช่นนี้เพราะจิตได้รับการฝึกฝนมาอย่างถูกต้อง ได้รับการพัฒนาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับ สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข

จิตวิญญาณ (Spirit)

     สุขภาวะทางจิตวิญญาณ เป็นมิติที่สูงส่งของจิต กล่าวคือ มีจิตใจที่สูงขึ้น ละเอียดปราณีตขึ้น โน้มนำไปในทางที่ดีงามเป็นศิริ เป็นมงคล เป็นภาวะที่จิตสามารถเข้าถึงสิ่งสูงสุด ในทางพุทธหมายถึงปัญญา จิตวิญญาณสูงทำให้มีสุขภาวะ (Well being) จิตใจผ่อนคลาย เป็นอิสระท่ามกลางปัญหาและความวุ่นวาย แต่ยังคงความสงบ ความสุข ตลอดทั้งร่างกายและจิตใจ

ต่างคนเติมใจให้กัน... จนเต็ม

เพลง: เติมใจให้กัน     คำร้อง/ทำนอง: ศุ บุญเลี้ยง/สินนภา สารสาส     ร้อง: ก้อง สหรัฐ สังคปรีชา

 
อยู่ไกลกัน เกินครึ่งฟ้า
จะโยงใย ความสัมพันธ์
ต่อเติม แรงใจเมื่อท้อ
ต่างคน เติมใจให้กัน
หากยังมีใจถึงกัน
จนมาพบกันใกล้ตา
แบ่งปันในยามทุกข์ตรม...ไม่หวั่น
เติมใจซึ่งกัน...จนเต็ม

 



Kseniya Simonova's Amazing Sand Drawing

 

คำขวัญ... ขวัญเจ้ามาสู่เรือนตน

คือฉัน...คือเธอ 
คือพี่...คือน้อง 
คือผองเพื่อน...ที่ผูกพัน

     หนึ่งในบรรดาคำถามคลาสสิคมากที่สุดในทางอภิปรัชญา ก็คือ "ฉันคือใคร? ฉันเหมือนหรือแตกต่างจากผู้อื่นตรงไหน?" นี่คือรากเหง้าแห่งวิถีความคิดของ "เพียงตะวันฯ" ที่ใช้ในการก่อร่างสร้าง "วัฒนธรรมบ้านเพียงตะวันฯ" ซึ่งทุกๆ คนตระหนักและยอมรับในเรื่องความเป็นปัจเจกของแต่ละบุคคล ความแตกต่างของผู้อื่นที่ไม่เหมือนกับตน การอยู่รวมกันอย่างพึ่งพิง ทุกคนช่วยกันทักทอเป็นโครงข่ายโยงใยความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน มิใช่เพียงแค่วันนี้แต่หมายรวมไปถึงความผูกพันในวันข้างหน้าสืบไป...

รับสมัคร: เด็กพิเศษ

แบบสำรวจ (Poll)

ท่านคิดว่า คุณลักษณะข้อใดที่สำคัญที่สุด ที่พ่อแม่ของเด็กพิเศษพึงมี?

Who's Online

We have 1 guest online

Site Login